Academy / Learn Hub / All Articles
คู่สกุลเงิน Forex คืออะไร? อัตราแลกเปลี่ยน ประเภท และพื้นฐานการเทรด

คู่สกุลเงิน Forex คืออะไร? อัตราแลกเปลี่ยน ประเภท และพื้นฐานการเทรด

ราคาในตลาด Forex แสดงเป็นคู่ เช่น EUR/USD, USD/JPY หรือ GBP/USD แต่ละชุดเรียกว่า คู่สกุลเงิน Forex ซึ่งแสดงมูลค่าของสกุลเงินหนึ่งเมื่อเทียบกับอีกสกุลเงินหนึ่ง และเป็นพื้นฐานสำหรับการทำความเข้าใจอัตราแลกเปลี่ยน Pip สเปรด และทิศทางการเทรด

การเคลื่อนไหวของคู่เงินสะท้อนความคาดหวังต่ออัตราดอกเบี้ย เงินเฟ้อ การเติบโตทางเศรษฐกิจ การค้าระหว่างประเทศ กระแสเงินทุน และความเชื่อมั่นของตลาด เทรดเดอร์จึงไม่ได้พิจารณาเพียงว่าสกุลเงินหนึ่งจะขึ้นหรือลง แต่พิจารณาว่าสกุลเงินใดจะแข็งค่ากว่าโดยเปรียบเทียบ

ผู้เริ่มต้นสามารถสร้างพื้นฐานได้จาก ศูนย์การเรียนรู้ Forex ของ DecodeFX ดูตราสารและข้อกำหนดที่ หน้าการเทรด Forex และเปรียบเทียบ ประเภทบัญชีเทรด เมื่อต้องการประเมินการตั้งค่าบัญชี

คู่สกุลเงินคืออะไร?

คู่สกุลเงินคือราคาเปรียบเทียบระหว่างสองสกุลเงิน สกุลเงินด้านซ้ายเรียกว่า สกุลเงินฐาน (Base Currency) และด้านขวาเรียกว่า สกุลเงินอ้างอิง (Quote Currency)

สำหรับ EUR/USD:

  • EUR คือสกุลเงินฐาน

  • USD คือสกุลเงินอ้างอิง

  • ราคา 1.0850 หมายถึง 1 ยูโรมีมูลค่า 1.0850 ดอลลาร์สหรัฐ

สกุลเงินฐานไม่ได้ถูกซื้อเสมอไป คำเหล่านี้อธิบายโครงสร้างราคาเท่านั้น การซื้อ EUR/USD คือการซื้อยูโรและขายดอลลาร์ ส่วนการขาย EUR/USD คือการขายยูโรและซื้อดอลลาร์

อ่านอัตราแลกเปลี่ยนอย่างไร?

อัตราแลกเปลี่ยนแสดงจำนวนสกุลเงินอ้างอิงที่ต้องใช้ต่อหนึ่งหน่วยของสกุลเงินฐาน

หาก USD/AUD อยู่ที่ 1.4723:

1 USD = 1.4723 AUD

หากเพิ่มเป็น 1.4823 ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์ออสเตรเลีย หรือดอลลาร์ออสเตรเลียอ่อนค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ หากลดลงเป็น 1.4623 ความหมายจะตรงกันข้าม

การวิเคราะห์ที่รอบคอบควรพิจารณาปัจจัยของทั้งสองสกุลเงิน ไม่ใช่มองเพียงประเทศเดียว

อัตราแลกเปลี่ยนกำหนดอย่างไร?

อัตราแลกเปลี่ยนแบบลอยตัวเกิดจากอุปสงค์และอุปทานเป็นหลัก หากความต้องการสกุลเงินหนึ่งเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับอุปทาน สกุลเงินนั้นอาจแข็งค่า

ปัจจัยสำคัญ ได้แก่:

  • ดอกเบี้ยและนโยบายธนาคารกลาง: ผลตอบแทนที่คาดว่าจะสูงขึ้นอาจดึงดูดเงินทุน แต่ตลาดอาจรับรู้ไว้แล้ว

  • เงินเฟ้อ: ส่งผลต่อกำลังซื้อและแนวโน้มนโยบายการเงิน

  • การเติบโตและการจ้างงาน: ข้อมูลที่แข็งแกร่งอาจเพิ่มความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจ

  • การค้าและกระแสเงินทุน: การส่งออก นำเข้า การลงทุน และความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัยเปลี่ยนอุปสงค์ของสกุลเงิน

  • ความเสี่ยงทางการเมืองและภูมิรัฐศาสตร์: การเลือกตั้ง นโยบาย และความขัดแย้งอาจทำให้ราคาเคลื่อนไหวเร็ว

  • ความเชื่อมั่นของตลาด: ความต้องการรับความเสี่ยงมีผลต่อดอลลาร์ เยน ฟรังก์สวิส และสกุลเงินสินค้าโภคภัณฑ์

  • ความคาดหวัง: ตลาดมักเคลื่อนไหวก่อนเหตุการณ์และปรับตามผลจริงเทียบกับประมาณการ

ข้อมูลเศรษฐกิจที่ “ดี” จึงไม่ได้รับประกันว่าค่าเงินจะขึ้น ปฏิกิริยาขึ้นอยู่กับสิ่งที่ตลาดคาดและสะท้อนในราคาแล้ว

Pip คืออะไร?

Pip คือหน่วยทั่วไปสำหรับวัดการเปลี่ยนแปลงราคาคู่เงิน สำหรับคู่เงินส่วนใหญ่ 1 Pip คือการเปลี่ยนแปลงที่ทศนิยมตำแหน่งที่สี่

EUR/USD จาก 1.0850 เป็น 1.0851 = เพิ่มขึ้น 1 Pip

คู่เงินเยนจำนวนมากใช้ทศนิยมตำแหน่งที่สอง:

USD/JPY จาก 149.20 เป็น 149.21 = เพิ่มขึ้น 1 Pip

บางแพลตฟอร์มแสดง fractional pip หรือ pipette มูลค่าเงินของ 1 Pip ขึ้นอยู่กับขนาดสถานะ ขนาดสัญญา และสกุลเงินของบัญชี

การซื้อและขายคู่เงิน

ซื้อคู่เงิน

สถานะซื้อหมายถึงคาดว่าสกุลเงินฐานจะแข็งค่าเทียบกับสกุลเงินอ้างอิง หากซื้อ EUR/USD ที่ 1.0850 และปิดที่ 1.0950 ราคาเพิ่มขึ้น 100 Pips

ขายคู่เงิน

สถานะขายหมายถึงคาดว่าสกุลเงินฐานจะอ่อนค่า การขาย USD/JPY คือการคาดว่าดอลลาร์สหรัฐจะอ่อนค่าเทียบกับเยน

หากตลาดเคลื่อนตรงข้ามอาจเกิดการขาดทุน ผลลัพธ์ยังได้รับผลจากสเปรด ค่าคอมมิชชัน ค่าใช้จ่ายข้ามคืน และ Slippage

ประเภทของคู่สกุลเงิน

คู่เงินหลัก

คู่เงินหลักมักประกอบด้วยดอลลาร์สหรัฐและสกุลเงินที่มีการซื้อขายสูง:

  • EUR/USD

  • USD/JPY

  • GBP/USD

  • USD/CHF

  • AUD/USD

  • USD/CAD

  • NZD/USD

โดยทั่วไปมีสภาพคล่องสูงและสเปรดแคบกว่า แต่ยังเคลื่อนไหวรุนแรงได้เมื่อมีข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญ

คู่เงินรองและคู่เงินไขว้

คู่เงินไขว้ไม่มีดอลลาร์สหรัฐ เช่น EUR/GBP, EUR/JPY, GBP/JPY และ AUD/NZD คู่ไขว้ที่มีการซื้อขายสูงมักเรียกว่าคู่เงินรอง

คู่เหล่านี้ช่วยแสดงมุมมองระหว่างสองเศรษฐกิจที่ไม่ใช่สหรัฐโดยตรง แต่สเปรดและความผันผวนอาจสูงกว่าคู่เงินหลักที่มีสภาพคล่องสูง

คู่เงิน Exotic

คู่เงิน Exotic มักรวมสกุลเงินหลักกับสกุลเงินตลาดเกิดใหม่หรือเศรษฐกิจที่มีปริมาณซื้อขายต่ำ เช่น USD/TRY, USD/THB และ USD/ZAR

อาจมีสเปรดกว้าง สภาพคล่องต่ำ ความเสี่ยง Gap และ Slippage ค่าใช้จ่ายข้ามคืนสูง และความอ่อนไหวต่อนโยบายหรือการควบคุมเงินทุน

เปรียบเทียบประเภทคู่เงิน

ประเภทตัวอย่างสภาพคล่องทั่วไปสเปรดสิ่งที่ควรระวัง
คู่เงินหลักEUR/USD, USD/JPYสูงกว่ามักแคบกว่าอาจผันผวนแรงเมื่อประกาศข้อมูล
คู่เงินไขว้EUR/GBP, GBP/JPYปานกลางถึงสูงมักกว้างกว่าต้องวิเคราะห์สองเศรษฐกิจที่ไม่ใช่สหรัฐ
คู่เงิน ExoticUSD/TRY, USD/ZARต่ำกว่ามักกว้างGap, Slippage และต้นทุนถือครอง

เงื่อนไขจริงเปลี่ยนตามช่วงเวลาและสภาพคล่องของตลาด

สเปรดส่งผลต่อการเทรดอย่างไร?

แพลตฟอร์มจะแสดงราคา Ask และ Bid ส่วนต่างเรียกว่า สเปรด

Spread = Ask - Bid

หาก Bid ของ EUR/USD คือ 1.0850 และ Ask คือ 1.0852 สเปรดเท่ากับ 2 Pips หลังเปิดสถานะ ราคามักต้องเคลื่อนมากพอที่จะครอบคลุมต้นทุนนี้ก่อนจึงจะเริ่มมีกำไร

สเปรดอาจกว้างขึ้นเมื่อสภาพคล่องต่ำ ช่วงข่าวสำคัญ หรือเวลา Rollover รายวัน ควรพิจารณาสเปรด ค่าคอมมิชชัน และค่าใช้จ่ายข้ามคืนร่วมกัน

Leverage, Margin และคู่เงิน

Leverage ทำให้ควบคุมมูลค่าสถานะที่ใหญ่ขึ้นด้วย Margin ที่น้อยลง โดยไม่เปลี่ยนราคาคู่เงิน แต่ขยายผลกระทบของการเคลื่อนไหวต่อบัญชี

Margin ที่ต้องใช้ = มูลค่าสถานะ / Leverage

ในตัวอย่างแบบง่าย สถานะ USD 10,000 ที่ Leverage 100:1 ต้องใช้ Margin ประมาณ USD 100 หากมูลค่าสถานะเคลื่อนไหวผิดทาง 1% การขาดทุนเชิงทฤษฎีอาจอยู่ที่ประมาณ USD 100

Margin ไม่ใช่ขีดจำกัดการขาดทุน Leverage สูง สถานะใหญ่ และหลายคู่เงินที่มีความสัมพันธ์กันอาจรวมความเสี่ยงอย่างรวดเร็ว

ทำไมคู่เงินจึงมีความสัมพันธ์กัน?

คู่เงินอาจมีสกุลเงินเดียวกันหรือได้รับผลจากปัจจัยมหภาคเดียวกัน EUR/USD และ GBP/USD ต่างใช้ดอลลาร์เป็นสกุลเงินอ้างอิง จึงอาจเคลื่อนในทิศทางเดียวกันเมื่อดอลลาร์เป็นปัจจัยหลัก

Correlation ช่วยระบุความเสี่ยงซ้ำซ้อน แต่ความสัมพันธ์ในอดีตไม่ถาวร นโยบายธนาคารกลาง ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ และเหตุการณ์ไม่คาดคิดอาจทำให้ความสัมพันธ์อ่อนลงหรือกลับทิศ ศึกษาต่อได้ที่ ศูนย์การเรียนรู้ Forex

วิธีเลือกคู่สกุลเงิน

ไม่มีคู่เงินที่ “ดีที่สุด” สำหรับทุกคน ควรตรวจสอบ:

  1. เข้าใจปัจจัยของทั้งสองสกุลเงินหรือไม่

  2. ช่วงเวลาที่คู่เงินคึกคักตรงกับเวลาที่ติดตามได้หรือไม่

  3. สเปรด ค่าคอมมิชชัน และค่าใช้จ่ายข้ามคืน

  4. ความผันผวนเหมาะกับระยะ Stop Loss หรือไม่

  5. ซ้ำซ้อนกับความเสี่ยงของสถานะอื่นหรือไม่

  6. มีข้อมูลสำคัญหรือการประชุมธนาคารกลางใกล้เข้ามาหรือไม่

  7. ขนาดสถานะและมูลค่า Pip อยู่ในขีดจำกัดหรือไม่

คู่เงินหลักมักหาข้อมูลได้ง่ายกว่า แต่ไม่ได้หมายความว่าจะทำกำไรได้ง่าย ตรวจสอบ ภาพรวมตลาดและผลิตภัณฑ์ ก่อนตัดสินใจ

เช็กลิสต์ความเสี่ยงก่อนเทรด

  • ยืนยันสกุลเงินฐานและสกุลเงินอ้างอิง

  • กำหนดจุดเข้า Stop Loss เป้าหมาย และเงื่อนไขยกเลิกมุมมอง

  • คำนวณขนาดสถานะจากการขาดทุนที่ยอมรับได้

  • รวมสเปรด ค่าคอมมิชชัน ค่าใช้จ่ายข้ามคืน และ Slippage

  • ตรวจปฏิทินเศรษฐกิจและกำหนดการธนาคารกลาง

  • ระบุความเสี่ยงสกุลเงินที่ซ้ำกัน

  • รักษา Free Margin ให้เพียงพอ

  • อย่าถือว่า Stop Loss รับประกันการดำเนินการที่ราคาที่กำหนด

สรุป: คู่เงินแสดงมูลค่าเชิงเปรียบเทียบ

คู่สกุลเงินวัดมูลค่าของสกุลเงินหนึ่งเทียบกับอีกสกุลเงิน สกุลเงินฐานอยู่ด้านหน้า สกุลเงินอ้างอิงอยู่ด้านหลัง และอัตราแลกเปลี่ยนแสดงจำนวนสกุลเงินอ้างอิงต่อหนึ่งหน่วยสกุลเงินฐาน

อัตราแลกเปลี่ยน Pip สเปรด สภาพคล่อง Correlation Leverage และต้นทุนควรอยู่ในกรอบบริหารความเสี่ยงเดียวกัน คู่เงินหลักมีสภาพคล่องสูงกว่า แต่ทุกคู่สามารถเคลื่อนไหวเร็วเมื่อข้อมูล นโยบาย หรือความเชื่อมั่นเปลี่ยนไป

ก่อนประเมินสภาพแวดล้อมจริง ให้เปรียบเทียบ บัญชีเทรดและเงื่อนไขการเปิดบัญชี DecodeFX และทำความเข้าใจต้นทุนกับความเสี่ยง

คำถามที่พบบ่อย

คู่สกุลเงิน Forex คืออะไร?

คือมูลค่าเปรียบเทียบของสองสกุลเงิน EUR/USD ที่ 1.0850 หมายถึง 1 ยูโรมีมูลค่า 1.0850 ดอลลาร์สหรัฐ

คู่เงินใดมีการซื้อขายมาก?

EUR/USD, USD/JPY, GBP/USD, USD/CHF, AUD/USD, USD/CAD และ NZD/USD มักจัดเป็นคู่เงินหลัก

อัตราแลกเปลี่ยนกำหนดอย่างไร?

เกิดจากอุปสงค์และอุปทาน โดยได้รับผลจากดอกเบี้ย เงินเฟ้อ ข้อมูลเศรษฐกิจ การค้า กระแสเงินทุน ความเสี่ยงด้านนโยบาย และความคาดหวัง

คู่เงินใดเหมาะกับผู้เริ่มต้น?

ไม่มีคำตอบเดียว คู่เงินหลักมักมีข้อมูลมากและสเปรดแคบกว่า แต่ยังมีความผันผวนและความเสี่ยงขาดทุน

สกุลเงินแรกคือสกุลเงินที่ซื้อเสมอหรือไม่?

ไม่ใช่ สกุลเงินแรกคือสกุลเงินฐาน การซื้อคู่เงินคือซื้อสกุลเงินฐาน ส่วนการขายคู่เงินคือขายสกุลเงินฐาน